ประวัติประทีป

Print

หน่วยงานประทีปของไทย เป็นหน่วยงานดำเนินการด้านพันธกิจเผยแพร่พระวจนะของพระเจ้าในลักษณะบทเรียนทางไปรษณีย์ ภายใต้คณะกรรมการพันธกิจการเผยแพร่และพัฒนาคริสตจักร  สภาคริสตจักรในประเทศไทย  เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่  9  มกราคม  ค.ศ. 1972  สืบเนื่องจากการประชุมสภาคริสตจักรในประเทศไทย สมัยสามัญครั้งที่ 12 เดือนธันวาคม ค.ศ.1970  ผู้เข้าร่วมประชุมหลายท่านได้ให้ข้อสังเกตว่า  คริสตศาสนิกชนกำลังหิวกระหายอาหารฝ่ายวิญญาณจิต คือการศึกษาพระวจนะของพระเจ้าโดยวิธีหนึ่งวิธีใด สิ่งเหล่านี้เป็นงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผลจากการแบ่งกลุ่มอภิปรายสองกลุ่มในสี่กลุ่มได้เสนอให้สภาคริสตจักรในประเทศไทยมีนโยบายจัดบทเรียนพระคริสตธรรมทางไปรษณีย์        วิทยาลัยพระคริสตธรรมแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย กับกองคริสเตียนศึกษาและบรรณศาสตร์ของสภาฯ ได้รับนโยบายดังกล่าว ร่วมมือกันจัดบทเรียนที่จะสอนพระคริสตธรรมทางไปรษณีย์ขึ้น เพื่อให้ชาวไทยได้รู้จักวิธีที่จะรับพระพรอันยิ่งใหญ่จากพระเจ้า

ในระยะแรกเป็นการดำเนินการในลักษณะของโครงการโดยใช้ชื่อว่า โครงการ“ประทีปของไทย” อันหมายถึงพระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับเท้าของข้าพระองค์และเป็นความสว่างแก่มรรคาของข้าพระองค์”  (สดุดี 119 : 105)  มีจุดประสงค์ที่จะเผยแพร่พระวจนะให้ชาวไทยรับพระวจนะนั้น ซึ่งเปรียบเป็นประทีปที่แท้จริง  ต่อมาในวันที่  9  มกราคม  ค.ศ. 1972  ได้มีพิธีเปิดการดำเนินกิจการงานประทีปของไทย ณ ตึกศูนย์ศิลปะของวิทยาลัยพระคริสตธรรม เชียงใหม่ มีศาสนาจารย์จรัล  อุประคำ ประธานคริสตจักรภาคที่ 1 เชียงใหม่ เป็นผู้ประกอบพิธี มีคณาจารย์และผู้มีเกียรติอีกหลายท่านได้เข้าร่วมพิธี   ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา กิจการงานของประทีปของไทยก็เจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วโดยพระคุณของพระเจ้า ในระยะเวลาประมาณ  6 เดือน  ผู้ที่ศึกษาพระวจนะทางไปรษณีย์ประทีปของไทยมีจำนวนประมาณ 2,500 คน จากหลายที่หลายแห่ง ทั้งที่เป็นคริสตชนและไม่เป็นคริสตชน  ซึ่งนับว่าเป็นการช่วยเหลืออย่างดียิ่งจากการดำเนินงานของกรรมการชุดก่อตั้ง อันประกอบด้วย ศาสนาจารย์เจ.ที.พอล  มานีคัม  อาจารย์ประกาย  นนทวาสี  อาจารย์แม้น  พงศ์อุดม ศาสนาจารย์สำราญ  กวงแหวน  ดร.อี.จอห์น  แฮมลิน  อาจารย์ซารา  ไวลี่  อาจารย์ประดิษฐ์  นามชัย  และส่วนหนึ่งก็มีอาจารย์บางท่านที่กรุณาเขียนบทเรียน  และช่วยตรวจสำนวนภาษาอีกส่วนหนึ่งด้วย

 เพื่อความคล่องตัวในการบริหารงานของประทีปของไทย ซึ่งเจริญงอกงามขึ้นเป็นลำดับและด้วยการเล็งเห็นความสำคัญของพันธกิจส่วนนี้ ทางสภาฯ และคณะกรรมการอำนวยการของสภาคริสตจักรในประเทศไทย ได้มีการประชุมเมื่อเดือนตุลาคม 1972 และลงมติตั้งกรรมการอำนวยการชุดใหม่สำหรับประทีปของไทย และยกฐานะประทีปของไทยขึ้นเป็นแผนกหนึ่งของสภาคริสตจักรในประเทศไทย และแต่งตั้งศาสนาจารย์เจ.ที.พอล  มานีคัม เป็นผู้อำนวยการ ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงเดือนเมษายน  1973  ประทีปของไทยมีสำนักงานอยู่ที่บริเวณศูนย์ศึกษาคริสเตียนบริการบ้านป่ากล้วย  อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งห่างจากตัวเมืองประมาณ 8 กิโลเมตร  เมื่อกิจการงานประทีปของไทยเจริญก้าวหน้าโดยพระคุณของพระเจ้า  จำนวนผู้ที่ร่วมงานก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อุปกรณ์และเครื่องใช้ต่างๆก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน จึงรู้สึกว่าสำนักงานนั้นแคบไป ฉะนั้นผู้ร่วมงานก็อธิษฐานขอพระเจ้าประทานสำนักงานใหม่ในเมือง เพราะว่าสำนักงานแห่งแรกอยู่ไกลจากในเมือง  มีความไม่สะดวกหลายประการ   พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานในเวลาที่เหมาะสมและทรงประทานสำนักงานใหม่อยู่ในบริเวณเมือง ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 57/3 ถนนทุ่งโฮเต็ล ซอย 3/1 ตำบลวัดเกต อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่  เป็นการอัศจรรย์จริงๆ เพราะว่าประทีปของไทยได้ซื้อบ้านหลังนี้พร้อมทั้งบริเวณที่ดิน โดยมีผู้รับใช้ท่านหนึ่งในสหรัฐอเมริกา คือ ศาสนาจารย์นอร์แมน  โรดาเมล  ซึ่งท่านมีความสนใจในกิจการงานของประทีปของไทยเป็นอย่างมาก  ท่านได้รับเงินถวายจากหลายคริสตจักร เพื่อซื้อบ้านหลังนี้ให้เป็นสำนักงานแห่งใหม่ของประทีปของไทย

 เนื่องจากอาคารที่ทำงานเป็นลักษณะของบ้านที่อยู่อาศัย แต่ได้ดัดแปลงเป็นอาคารที่ทำงาน จึงมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สะดวก และประจวบกับงานได้ขยายเพิ่มขึ้น อุปกรณ์ต่างๆ ก็มีมากขึ้นด้วย  ผู้อำนวยการฯจึงได้วางโครงการให้มีการก่อสร้างอาคารที่ทำการใหม่เป็นโครงการระยะยาว เสนอต่อคณะกรรมการอำนวยการในปี 1974 ซึ่งคณะกรรมการอำนวยการประทีปของไทยและเจ้าหน้าที่สภาคริสตจักรในประเทศไทยได้เห็นชอบและได้อนุมัติให้เริ่มหาทุนทรัพย์ที่จะสร้างอาคารใหม่ได้  มีคริสตชนในประเทศไทยได้เริ่มถวายเพื่อโครงการนี้บ้าง  คณะกรรมการอำนวยการพร้อมทั้งเจ้าหน้าที่สภาคริสตจักรในประเทศไทยได้อนุมัติให้ทำหนังสือร้องขอความช่วยเหลือไปยังสภาคริสตจักรสากล ณ กรุงเจนีวา ในปี 1974  ต่อมาได้รับคำตอบจากสภาคริสตจักรสากลว่า ไม่สามารถที่จะช่วยโครงการนี้ได้ เพราะว่าสภาคริสตจักรสากลไม่มีนโยบายในการช่วยเหลือการก่อสร้างอาคาร  ดังนั้นผู้อำนวยการพร้อมทั้งผู้ร่วมงานได้ร่วมใจกันอธิษฐานเพื่อโครงการนี้จะได้สำเร็จ  ในปีต่อมาเจ้าหน้าที่สภาคริสตจักรในประเทศไทยได้ส่งหนังสือขอความช่วยเหลือไปถึงสภาคริสตจักรสากลอีกครั้งหนึ่ง  เมื่อสภาคริสตจักรสากลได้รับคำร้องขอแล้วก็มิได้เพิกเฉย ได้ตอบมาว่าขณะนี้ยังไม่มีทุนทรัพย์ที่จะช่วยได้ทันทีแต่จะพยายามติดต่อกับคริสตจักรและคณะต่างๆ  ได้ผลอย่างไรจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง  ประทีปของไทยได้รอคอยด้วยคำอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ  1 ปีต่อมาก็ได้รับคำตอบจากสภาคริสตจักรสากลฯว่า มีคริสตจักรแห่งหนึ่งได้ถวายเงินจำนวน 80,000.00 บาท (แปดหมื่นบาท) เพื่อโครงการก่อสร้างอาคารใหม่ของประทีปของไทย ต่อมาทางสภาคริสตจักรสากลฯ ได้แจ้งมาอีกว่า มีคริสตจักรบางแห่งได้ถวายเงินเข้าสมทบ  ประทีปของไทยสามารถเริ่มก่อสร้างอาคารใหม่ได้  คณะกรรมการอำนวยการฯ พร้อมทั้งอนุกรรมการก่อสร้างอาคารใหม่รู้สึกขอบคุณพระเจ้า  ได้มีการประชุมปรึกษาหารือกันหลายครั้ง ในที่สุดได้จัดให้มีพิธีวางศิลารากขึ้น ในวันที่ 31 กรกฎาคม  ค.ศ.1977  ในการดำเนินการก่อสร้าง   สภาคริสตจักรในประเทศไทยได้ช่วยเหลือประทีปของไทยอย่างเต็มที่ นอกจากการติดต่อกับสภาคริสตจักรสากลแล้ว ยังได้ช่วยการก่อสร้างโดยมอบเงินจำนวน 50,000.00 บาท (ห้าหมื่นบาท) ในนามของสภาคริสตจักรในประเทศไทย  นอกจากนั้นยังมีท่านผู้มีน้ำใจศรัทธาถวายเพื่อโครงการนี้จากคริสตจักรต่างๆ ในประเทศไทยเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน  ทำให้การก่อสร้างนี้สำเร็จได้เรียบร้อย และได้จัดให้มีพิธีมอบถวายอาคารในวันที่  18  กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1978  โดยมี ศาสนาจารย์ทองคำ  พันธุพงศ์  ประธานสภาคริสตจักรในขณะนั้นเป็นผู้ประกอบพิธี  มีแขกผู้มีเกียรติมาร่วมจำนวนมากมาย

นับเป็นความปิติยินดีท่ามกลางความโศกเศร้าโดยแท้  ซึ่งก่อนที่จะถึงวันพิธีเปิดฉลอง  ผู้อำนวยการของประทีปของไทยคือ ศาสนาจารย์เจ.ที.พอล  มานีคัม  ซึ่งป่วยและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิคได้ถึงแก่กรรมลงในคืนวันที่  15   กุมภาพันธ์  1978  ราวกับจะเป็นการบอกว่า ภารกิจของท่านได้สิ้นสุดลงแล้ว  สำนักงานใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีขึ้นได้ กลับได้ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยและจะเป็นสถานที่รับใช้พันธกิจของพระเจ้าต่อไป นับเป็นเกียรติแก่ครอบครัวมานีคัมที่แขกผู้มีเกียรติหลายท่านที่มาร่วมพิธีเปิดอาคารได้มีโอกาสมาร่วมงานศพของศาสนาจารย์เจ.ที.พอล  มานีคัม อย่างคับคั่งพร้อมเพรียง

พันธกิจขององค์พระผู้เป็นเจ้าย่อมไม่มีการสิ้นสุด  ก่อนหน้าที่จะล้มป่วยลง ศาสนาจารย์เจ.ที.พอล  มานีคัม และคณะกรรมการอำนวยการฯ ได้ไปติดต่อขอร้องอาจารย์สุภาพร   อินแสง  ซึ่งมีภาระหน้าที่ในฐานะอนุศาสกโรงเรียนดาราวิทยาลัย  ให้ไปช่วยทำงานที่ประทีปของไทยในตำแหน่งรองผู้อำนวยการ  การติดต่อเจรจาดำเนินไปหลายครั้งหลายหน โดยอาจารย์สุภาพร ไม่ได้ปฏิเสธ แต่ขอเวลาใคร่ครวญอธิษฐานขอการทรงนำจากพระเจ้า  ส่วนศาสนาจารย์เจ.ที.พอล  มานีคัม ท่านมีความมุ่งมั่นและต้องการเพื่อนร่วมงานจริงๆ  ต่อมาเมื่อศาสนาจารย์เจ.ที.พอล  มานีคัม  ได้ถึงแก่กรรม  การตัดสินใจของอาจารย์สุภาพรจึงเกิดขึ้น  ทั้งที่มองเห็นภารกิจอันหนักหน่วงที่อยู่เบื้องหน้า  แต่เพื่องานของพระเจ้าจะได้ดำเนินต่อไป  อาจารย์สุภาพรจึงได้ตัดสินใจมาช่วยงานประทีปของไทยตามที่ศาสนาจารย์เจ.ที.พอล  และคณะกรรมการอำนวยการฯ ได้ขอร้องไว้  ท่ามกลางความเชื่อที่เต็มเปี่ยมและความเชื่อมั่นในการทรงนำขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่าคงจะได้ผู้อำนวยการคนใหม่ในเวลาอันควร

 การสรรหาผู้อำนวยการคนใหม่  เพื่อรับภาระในด้านการบริหารงานนับว่าหนักอยู่แล้ว  เมื่อรวมภาระที่จะต้องหาทุนทรัพย์มาดำเนินการต่อไป จะเห็นว่าเป็นงานที่หนักมาก  กรรมการอำนวยการจึงมองหาบุคคลที่จะมาช่วยแบกภาระเหล่านี้  หลังจากที่ได้ติดต่อบุคคลบางท่านแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ  ด้วยแรงอธิษฐานและด้วยการทรงนำของพระเจ้า  คณะกรรมการอำนวยการประทีปของไทยและสภาคริสตจักรฯ ได้ขอร้องและเชิญ ศาสนาจารย์นอร์แมน  โรดาเมล  ผู้ซึ่งเคยเป็นมิชชันนารีประจำประเทศไทยเคยร่วมงานและแบกภาระของประทีปของไทยร่วมกับศาสนาจารย์เจ.ที.พอล ในสมัยนั้น  และได้กลับไปอาศัยที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มีธุรกิจที่มั่นคงเป็นเวลา 8 ปีแล้ว    ศาสนาจารย์นอร์แมนได้ ได้ตัดสินใจรับคำขอร้องและคำเชิญของกรรมการอำนวยการประทีปของไทยและสภาคริสตจักรในประเทศไทย  โดยยอมขายกิจการที่มีอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อมารับใช้พระเจ้าในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งในตำแหน่งผู้อำนวยการประทีปของไทย  ตั้งแต่วันที่ 1  กันยายน  ค.ศ.1979  จนถึงปี  1982  นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้าต่องานของประทีปของไทย และเพื่องานของประทีปของไทยจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องคริสเตียนและคริสตจักรในประเทศไทยโดยแท้

 กิจการของประทีปของไทยได้เริ่มตามการทรงนำของพระเจ้า  และเชื่อว่าเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าที่จะให้ชาวไทยมีโอกาสศึกษาและรับพระพรจากพระวจนะของพระเจ้า

© 2012 สงวนลิขสิทธิ์โดย หน่วยงานประทีปของไทย มูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย
29 ถ.รัตนโกสินทร์ ต.วัดเกต อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000 (ตู้ไปรษณีย์ 111 อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000)
053-244381-2    lamp_thailand@yahoo.com