คำเทศนาวันระลึกประทีปของไทย2004

Print

โครงร่างคำเทศนา วันระลึกประทีปของไทย ปี ค.ศ. 2004

                            “ ให้พระวจนะหยั่งรากลึกในจิตใจ”

                                     ( ลูกา 8: 4-10)

 

โดย ศจ.พรพัก จวนชัยภูมิ

      ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายประทีปของไทย

 

บทนำ

        ถ้าเปรียบความเชื่อกับเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ที่หว่านไว้ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของเรา และถ้าหากเมล็ดพันธุ์นั้นหยั่งรากลึก และเจริญเติบโตขึ้นก็อาจจะเป็นสิ่งที่เราคาดคิดไม่ถึง

        ความเชื่อจะส่งผลออกมาในเรื่องของการพูด ความประพฤติ หรือการกระทำเล็กๆน้อยๆที่แสดงออกถึงการมีน้ำใจ ซึ่งอาจจะมีผู้คนคอยสังเกต ฟังถ้อยคำที่เราพูด ดูการกระทำและพฤติกรรมของเรา

        พี่น้องทั้งหลาย ถ้าหากเราสังเกตและตรวจตราดูชีวิตของเราอย่างถี่ถ้วน และรอบคอบแล้ว เราจะพบว่าสิ่งที่เราพูดหรือกระทำลงไปนั้น ได้เกิดผลที่ดีแก่ผู้อื่นหรือไม่ มากน้อยเพียงใด?

        บางครั้งเราอาจจะละเลยเพิกเฉยหรือไม่ใส่ใจต่อเสียงที่แนะนำหรือตำหนิ เราอาจจะไม่แคร์ต่อสายตาที่ขอร้อง วิงวอนให้เราละ ลด เลิก พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ที่เราคิด พูด หรือ ทำในสิ่งที่ถูกใจเรา แต่ไม่ใช่พระประสงค์ของพระเจ้า

        พี่น้องทั้งหลาย พระเจ้าต้องการให้ชีวิตของเราเป็นเหมือนผืนนาที่อุดมสมบูรณ์ เพื่อรองรับพระวจนะของพระองค์ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อที่จะต้องเจริญงอกงามขึ้นในชีวิตของเรามิใช่หรือ?

แล้วเราจะให้พระวจนะของพระเจ้าหยั่งรากลึกในจิตใจของเราอย่างไร?

 

เนื้อหา

        ประการแรก “จงเปิดตาฝ่ายวิญญาณ”

                  ใน ลก.8:4 บอกว่า “บางเมล็ดก็ตกตามหนทาง และนกก็มากินเสีย”

        พี่น้องทั้งหลาย สภาพพื้นดินในทุ่งนาที่ประเทศปาเลสไตน์ อาจจะมีลักษณะเป็นผืนดินยาวและแคบ ระหว่างผืนดินนี้จะเป้นทางเดินที่มีความกว้างประมาณ 3 ฟุต (40 ซม.) ซึ่งเป็นทางสำหรับชาวบ้าน ที่เดินผ่านไปมาและเจ้าของก็อนุญาติให้เดินผ่านได้ และเราอาจจะเรียกทางนี้ว่า “ทางสาธารณะ” เมื่อทางนี้มีผู้คนเดินไปมาบ่อย ก็จะทำให้ดินแข็ง

        ดังนั้น เมื่อคนหว่านเมล็ดพืชลงไปในที่นาของเขาและบางเมล็ดก็ตกลงไปในทางสาธารณะนั้น

เมล็ดพืชก็ไม่สามารถงอกเป็นต้นได้ นกจึงมากินเมล็ดพืชนั้นเสีย

        ใน ลก. 8:5-6 บอกว่า “บางเมล็ดก็ตกลงในดินที่ข้างล่างเป็นชั้นหิน” เมื่อเมล็ดพืชงอกเป็นต้นก็อยู่ได้ชั่วคราว และรากก็ไม่สามารถหยั่งลึกลงในเนื้อดินได้ เมื่อแดดแผดเผา ต้นกล้าก็เหี่ยวแห้งไป

        บางครั้งเมล็ดพืชที่หว่านลงไปนั้น ตกลงไปในดินที่มีหนามปกคลุมอยู่ เมล็ดพืชนั้นก็ไม่สามารถเจริญเติบโตได้เพราะต้นหนามแย่งอาหารไปจากพืชที่หว่านลงไปนั้น

        พี่น้องทั้งหลาย ดินทั้งสามประเภทไม่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของเมล็ดพืช เพราะดินแข็งเกินไปพืชก็งอกขึ้นไม่ได้ ดินที่มีหินเยอะก็เป็นอุปสรรค เพราะรากหยั่งลึกในเนื้อดินไม่ได้ และดินที่มีหนามปกคลุม รากของต้นหนามนั้นก็แย่งอาหารจากพืชไปหมด

        พี่น้องทั้งหลาย เราต้องเปิดตาฝ่ายวิญญาณเพื่อที่จะสามารถมองเห็นความบกพร่องในชีวิตของเราได้ ซึ่งพระเยซูคริสต์บอกว่า ดินในผืนนาก็คือชีวิตของเรา

        ถ้าเราดูด้วยความถ่อมใจและความเข้าใจ เราอาจจะพบอุปสรรคในการเจริญเติบโตของเมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อ คือ พระวจนะของพระเจ้าได้

        บางครั้งชีวิตของเราอาจจะเป็นถิ่นทุรกันดาร เต็มไปด้วยหุบเขา ภูเขา ที่ลุ่มๆดอนๆ และที่สูงๆต่ำๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อพระวจนะของพระจ้าที่จะหยั่งรากลึกและเจริญเติบโตขึ้น เหมือนกับที่ท่านอิสยาห์ได้พยากรณ์ไว้ใน อิสยาห์ 40: 3-4

        ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์บอกว่า” เราต้องเตรียมมรรคาของพระเจ้า” (อสย. 40:3) ซึ่งถ้าหากเราเห็นว่า ชีวิตของตนไม่มีอะไรบกพร่อง เราก็ไม่ต้องปรับเปลี่ยนและแก้ไขข้อบกพร่องในชีวิตของตน แทนที่เราจะเกิดผลมากฝ่ายจิตวิญญาณ (กท.5:22-23) เราก็อาจเกิดผลน้อยนิดและไม่เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงเลือกเราก็เพื่อให้เกิดผลมากนั่นเอง (ยน.15:16)

        เพราะฉะนั้น เราต้องเปิดตาฝ่ายจิตวิญญาณ เพื่อจะมองดูตนเอง สำรวจและพิจารณาตนเองด้วยการพินิจพิจารณา ถ้าพบว่าชีวิตมีความบกพร่องซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของพระวจนะ เราก็ต้องปรับเปลี่ยนชีวิตให้ถูกต้องเหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อหนามแห่งความวิตกกังวล ทรัพย์สมบัติ และความสนุกสนานฝ่ายโลก จะไม่มีอิทธิพลและครอบคลุมเหนือชีวิตของเราได้

 

        ประการที่สอง “จงเปิดหูฝ่ายจิตวิญญาณ

                  ใน ลก. 8:8ค พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “ใครมีหูจงฟังเถิด”

พระเยซูเรียกร้องให้เปิดหูฟังอะไร?

                  ในข้อที่ 4-8ก พระเยซูคริสต์ได้เผยพระวจนะเรื่อง ผู้หว่านเมล็ดพืช ซึ่งหลังจากตรัสคำอุปมาเสร็จ ก็ตรัสกับประชาชนทั้งหลายว่า “ ใครมีหูจงฟังเถิด”

        ถ้าหากผู้ฟังเกิดผลมากฝ่ายจิตวิญญาณ เพราะเมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อ คือพระวจนะหยั่งรากลึกลงในชีวิตเขาก็คงฟังและเข้าใจได้

        พี่น้องทั้งหลายการฟังและเข้าใจซึ่งจะนำไปสู่การเกิดผลฝ่ายจิตวิญญาณนั้น ผู้ฟังต้องใคร่ครวญให้ถ้วนถี่ว่าสิ่งที่เราฟังนั้นมีประโยชน์ มีความสำคัญ และมีผลต่อชีวิตของเราอย่างไร? ดังนั้นใน

มธ. 15:18-21พระเยซูตรัสถึงสิ่งมลทิน โดยเฉพาะสิ่งที่ออกมาจากใจ

        พระเยซูตรัสว่า “สิ่งที่ออกมาจากปากก็ออกมาจากใจ สิ่งนั้นแหละที่ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน ความคิดชั่วร้าย การฆ่าคน การผิดผัวผิดเมีย การล่วงประเวณี การลักขโมย การเป็นพยานเท็จ การใส่ร้ายก็ออกมาจากใจ” ( มธ.15:18-19)

        พี่น้องทั้งหลาย ถ้าเราเป็นประชาชนที่กำลังนั่งฟังพระเยซูคริสต์เทศนา ในเรื่องต่างๆเหล่านี้ แล้วปล่อยให้คำเทศนาของพระองค์เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา พระวจนะคำของพระเยซูคริสต์ก็คงจะไร้ประโยชน์

        แต่ถ้าเราเปิดหูฝ่ายจิตวิญญาณ ฟังอย่างใคร่ครวญ เราจะพบว่า คำสอนของพระเยซูคริสต์ มีประโยชน์และสามารถเสริมสร้างชีวิตของเราได้ เพราะพระวจนะของพระเจ้าเตือนเราเรื่องความคิดชั่วร้ายที่จะนำไปสู่การฆ่าคน การเล่นชู้ การผิดผัวผิดเมีย การลักขโมย การเป็นพยานเท็จและการใส่ร้ายเพื่อนบ้าน เป็นต้น

        ท่านทั้งหลายคงจำบาเรียนคนหนึ่งทีไปหาพระเยซูคริสต์ และถามว่า จะทำอย่างไรเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร์ ? ( ลก.10:25) พระเยซูตอบว่า “แล้วในธรรมบัญญัติมีคำเขียนไว้อย่างไร ท่านได้อ่านเข้าใจอย่างไร? (ข้อ 26) บาเรียนตอบว่า “จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้า ด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า ด้วยสุดกำลังและสิ้นสุดความคิดของเจ้า และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (ข้อ 27)

        พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ท่านตอบถูกแล้ว จงกระทำอย่างนั้นแล้วจะได้ชีวิต” (ข้อ 28)

        พี่น้องทั้งหลาย ถ้าเราได้ยินคำตรัสของพระเยซูคริสต์ว่า “ จงกระทำอย่างนั้น แล้วจะได้ชีวิต” แต่เราไม่เข้าใจ และไม่ทำตาม เราจะได้ชีวิตหรือไม่?

        ดังนั้น เราจะต้องเปิดหูฝ่ายจิตวิญญาณเพื่อจะฟังพระวจนะของพระเจ้าอย่างเข้าใจและสามารถปฎิบัติตามได้ เพื่อชีวิตของเราจะเกิดผลมากเหมือนพระเยซูคริสต์ ที่ฟังพระเจ้าและกระทำตามน้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระองค์ การทรงไถ่และการช่วยให้รอดจึงเกิดขึ้นและสำเร็จ

        พี่น้องทั้งหลาย ถ้าเราไม่เปิดหูฝ่ายจิตวิญญาณเราก็ไม่สามารถฟังและเข้าใจถ้อยคำแห่งชีวิต ที่เป็นถ้อยคำแห่งความล้ำลึกเกี่ยวกับแผ่นดินสวรรค์ของพระเจ้า และเป็นข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่จะต้องถูกเปิดเผยสำหรับผู้ที่ฟังและเข้าใจเท่านั้น ดังที่พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “ คนเหล่านั้นที่ได้ยินพระวจนะด้วยใจเลื่อมใสศรัทธา แล้วก็จดจำไว้ จึงเกิดผลโดยความเพียร “ (ข้อ 15 ) เพราะฉะนั้น จงเปิดหูฝ่ายจิตวิญญาณเพื่อฟังพระวจนะ และให้พระวจนะหยั่งรากลึกและเกิดผลในชีวิตของเราเถิด     

         ประการที่สาม “จงเปิดใจฝ่ายจิตวิญญาณ”

                  พระเยซูคริสต์ได้อธิบายคำอุปมาใน ลก. 8: 12 ว่า “เมล็ดพืชที่ตกตามหนทาง ได้แก่ คนเหล่านั้นที่ได้ยินพระวจนะแล้วมารซาตาน ก็มาชิงเอาพระวจนะออกจากใจของเขา เพื่อไม่ให้เชื่อและรอดได้” พี่น้องทั้งหลาย เมื่อพระเจ้ามีพระประสงค์ ต้องการให้มนุษย์รอดจากความบาปโดยความเชื่อมารซาตานก็มีเป้าหมายของมันเหมือนกัน คือขัดขวางไม่ให้มนุษย์ เชื่อ และรับความรอดจากพระเจ้า ซึ่งจิตใจที่แข็งกระด้างและความคิดที่ปฏิเสธความจริง และไม่ยอมตอบสนองต่อพระวจนะของพระเจ้า มารร้ายก็จะมาฉวยเอาพระวจนะที่เข้ามาในจิตใจและความคิดของผู้นั้น

        เพราะฉะนั้น อย่าให้อารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผล อย่าให้จิตใจกังวลอยู่แต่เรื่องฝ่ายโลก หมกมุ่นและลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติอนิจจัง อย่าให้จิตใจปรารถนาในเรื่องความจำเป็นที่เป็นความต้องการของเรา แต่ทำให้เราปฏิเสธและไม่ตอบสนองต่อน้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระเจ้า

        พี่น้องทั้งหลาย การเปิดจิตใจฝ่ายจิตวิญญาณ คือการมีจิตใจถ่อมดังที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นแบบอย่างแก่เราทั้งหลาย

        พระองค์ตรัสกับสาวกว่า “จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม และจิตใจของท่านทั้งหลายจะได้พัก” (มธ. 11:29)

        ผู้ที่มีใจสุภาพและอ่อนน้อมนำมาสู่การชูกำลังใจจากพระเยซูคริสต์ เพราะถึงแม้ว่า เขาจะเผชิญความเหน็ดเหนื่อย ปัญหาและอุปสรรคนานาประการ แต่ถ้าเขามีใจถ่อมที่จะฟังและพร้อมที่จะรับการชูกำลังจากพระเจ้า เขาจะได้พักหายเหนื่อยและเป็นสุข เพราะภาระหรือแอกต่างๆพระเยซูจะช่วยรับแบกภาระนั่นเอง

        อาจารย์เปาโลได้หนุนใจพี่น้องคริสเตียนที่โรมว่า “ อย่าประพฤติตามอย่างของคนในยุคนี้ ให้เรารับการเปลี่ยนแปลงจิตใจแล้วอุปนิสัยของท่านจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม” (รม. 12: 2) เทียบ (ยก.4:17)

        พี่น้องทั้งหลาย ประทีปของไทยยืนหยัดทำพันธกิจรับใช้มาเป็นเวลา 31 ปีกว่า เพื่อนำข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ไปสู่ผู้ที่สนใจ และสมัครเรียน คือบุคคลทั่วๆไป สมาชิกคริสตจักร นักเรียน และผู้ต้องขังอยู่ตามเรือนจำต่างๆทั่วประเทศ

        ขอบพระคุณพระเจ้า ที่ทรงกระทำพันธกิจในชีวิตของผู้เรียนหลายๆคน ซึ่งสนใจต้องการรับเชื่อในพระเจ้า ต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่กับพระองค์ โดยเฉพาะผู้ต้องขังที่สนใจรับเชื่อในพระเยซูคริสต์ เมื่อปลายปีที่ผ่านมามีจำนวน 122 คน ซึ่งแสดงว่าบุคคลเหล่านี้ เป็นผืนนาของพระเจ้าที่มีดินอุดมสมบูรณ์ ทำให้พระวจนะของพระเจ้าหยั่งรากและเกิดผลในชีวิต

        กระผมมีความเชื่อเช่นกันว่า สมาชิกคริสตจักรก็สมามารถเกิดผลมากได้เช่นกัน ถ้าเรายอมเปิดตาฝ่ายจิตวิญญาณ เปิดหูฝ่ายจิตวิญญาณ และเปิดใจฝ่ายจิตวิญญาณ ยอมรับเอาพระวจนะของพระผู้เป็นเจ้าเข้าสู่ชีวิต ให้พระวจนะของพระผู้เป็นเจ้าหยั่งรากลึกลงไปในชีวิต จิตใจของเรา เพื่อเราจะเกิดผล 30เท่า 60 เท่า และ 100 เท่า ตามพระประสงค์ของพระเจ้าตลอดไป อาเมน >

 

© 2012 สงวนลิขสิทธิ์โดย หน่วยงานประทีปของไทย มูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย
29 ถ.รัตนโกสินทร์ ต.วัดเกต อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000 (ตู้ไปรษณีย์ 111 อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000)
053-244381-2    lamp_thailand@yahoo.com